โครงการหลวงแบน คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น มานานแล้ว!!

เป็นที่รับทราบโดยทั่วกันว่า กรมวิชาการเกษตรที่เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดสารเคมีการเกษตรที่ห้ามใช้ในประเทศไทย หรือการแบน ได้กำหนดให้ห้ามใช้วัตถุอันตรายจำนวน 96 ชนิด ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีคำถามจากหลายภาคส่วนถึงเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนการแบนวัตถุอันตราย หรือสารเคมีเหล่านี้ และมีการเรียกร้องให้มีการแบนสารเคมีอันตรายอีกหลายชนิดที่ประเทศคู่ค้า หรือประเทศอื่นๆ ในอาเซียนหลายประเทศได้เริ่มมีการแบนแล้ว หากก็ยังไร้ซึ่งการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมจากกรมวิชาการเกษตร

ในขณะเดียวกันกับที่กรมวิชาการเกษตรยังรีรอ และดูท่าทีในการแบนสารเคมีที่เป็นอันตราย โครงการหลวงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโครงการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัย ก็ได้มีการดำเนินงานแบนสารเคมีอันตรายหลายชนิดที่อยู่นอกเหนือจากที่กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดไว้ในพื้นที่โครงการหลวง โดยมีรายชื่อวัตถุอันตรายที่ห้ามใช้ทางการเกษตรถึง 109 ชนิด ซึ่งเป็นรายการวัตถุอันตราย 96 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่โครงการหลวงห้ามใช้เพิ่มเติมจากในประกาศฯ อีก 13 ชนิด ซึ่งในนี้มีจำนวน 10 ชนิดที่เป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในรายการเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่  อัลดิคาร์บ (aldicarb) บลาสทิซิดิน เอส (blasticidin-S) คาร์โบฟูราน (carbofuran) ไดโครโตฟอส (dicrotophos) อีพีเอ็น (EPN) อีโทโพรฟอส (ethoprofos) ฟอร์มีทาเนต (formethanate) เมทิดาไธออน (methidathion) เมโทมิล (methomyl) และออกซามิล (oxamyl) ซึ่งจากรายชื่อวัตถุอันตราย ทั้ง 10 ชนิด ทางโครงการหลวงได้มีการแบน มี 4 ชนิดที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เครือข่ายเกษตรทางเลือก และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้เรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตรปฏิเสธการขึ้นทะเบียนและจัดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ประกอบไปด้วย คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอสและอีพีเอ็น

 นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า วัตถุอันตรายที่โครงการหลวงห้ามใช้ ซึ่งอยู่นอกรายการเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตรอีก 3 รายการ ได้แก่ ไดเมโทเอต (dimethoate) อะซีเฟต (acephate) และคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) ซึ่งมีการแบนในหลายประเทศแล้ว กลับเป็นวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรมีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนและจำหน่ายวัตถุอันตรายเหล่านี้ได้ ซึ่งข้อมูลจากวัตถุอันตรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2555 พบว่า ออกซามิล อะซีเฟต และคาร์โบซัลแฟน ได้รับการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

คงยังเป็นคำถามสำหรับสังคมไทยต่อไป ถึงเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรใช้ในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายต่างๆ หรืออาจจะต้องรอให้โครงการด้านการเกษตรต่างๆ เกษตรกรในประเทศ เลือกที่จะกำหนดคุณภาพของผลผลิตตนเอง และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยการสร้างเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยมากกว่า เหมือนดังเช่นที่โครงการหลวงได้ดำเนินการ