ข้อเท็จจริงเรื่องศาลสั่งเลิกแบน 4 สารพิษ

 

ตามที่หนังสือพิมพ์บางฉบับได้ลงข่าว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556  ว่า “ศาลสั่งเลิกแบน 4 สารพิษในผักเกษตรฯ หวั่นขนขายเต็มท้องตลาดอีกวุ่นถอนคดีเดิมที่ฟ้องไว้” ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ประกาศที่ออกโดยกรมวิชาการเกษตร การขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตร 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น เป็นโมฆะ เนื่องจากศาลเห็นว่าคำประกาศแสดงชื่อสารเคมีที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้เกษตรกรไม่เข้าใจ และไม่ทราบว่าสารดังกล่าวอยู่ในสินค้าชื่ออะไร จึงไม่มีสภาพบังคับ ไม่สามารถสั่งห้ามจำหน่ายได้อีกต่อไป ซึ่งกรมวิชาการเกษตรต้องทำหนังสือถึงกรมบังคับคดีเพื่อชะลอการบังคับคดี หรือจับกุมผู้ประกอบการที่จำหน่ายสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนบัญชีที่ 3 โดยคาดว่าจะมีการนำเข้าสารเคมีหลายชนิดมาวางจำหน่าย และจะส่งผลทำให้ประเทศไทยมีปัญหาสารตกค้างหรือพบสารต้องห้ามในผัก

 


ข้อเท็จจริง

เป็นคดี ระหว่าง นางทองดี ธวัชโยธิน ผู้ฟ้องคดี กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ถูกฟ้องคดี

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เหตุการณ์คือ วันที่ 23 สิงหาคม 2548 มีเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรเข้าไปตรวจร้านค้าที่จำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรร้านหนึ่ง พบวัตถุอันตราย 4 รายการ คือ 

1. โมบิล 600 ชื่อสามัญ โมโนโครโตฟอส (MONOCROTOPHOS)

2. เอ็มคาริน ชื่อสามัญ พาราไทออนเมทิล (PARATHION-METHYL)

3. ประตูทอง 3-5-9  ชื่อสามัญ พาราไทออนเมทิล (PARATHION-METHYL)

4. ซันตานา  ชื่อสามัญ เมทิลพาราไทออน (METHYL-PARATHION) ที่ถูกต้องคือ พาราไทออนเมทิล (PARATHION-METHYL)

เจ้าหน้าที่ได้อายัดของกลางและส่งบางส่วนไปวิเคราะห์ พบว่าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จริง

17 เมษายน 2549 พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ได้ออกหมายเรียกผู้ประกอบการ กล่าวหาว่ามีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไว้ในครอบครอง ซึ่งตามกฎหมายคือ ห้ามผลิต นำเข้าหรือมีไว้ในครอบครอง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43 และ 74 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องต่อศาลปกครองว่า ข้อความในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2538, พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2547 เป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษโดยไม่มีคำแปลภาษาไทย คือ ชื่อสามัญของวัตถุอันตรายเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่มีภาษาไทยกำกับ ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ฟ้องคดี ที่จบ ป.4 ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษ จึงไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความในประกาศดังกล่าว และเนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จึงไม่ได้แจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองและส่งมอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 1779/2547 ซึ่งข้อความในคำสั่งดังกล่าวเป็นภาษาไทยปนกับภาษาอังกฤษ เช่นกัน อีกทั้ง ไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกคำสั่งเป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ลำดับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย

พ.ศ. 2538 กำหนดให้ MONOCROTOPHOS และ PARATHION-METHYL เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งสามารถมีไว้ในครอบครองและซื้อขายได้

พ.ศ. 2543 กำหนดให้ MONOCROTOPHOS เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

พ.ศ. 2546 ยกเลิกประกาศ พ.ศ. 2538 และ กำหนดให้ MONOCROTOPHOS เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เช่นเดิม

พ.ศ. 2547 กำหนดให้ PARATHION-METHYL เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

ลำดับประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีในการผลิต การนำเข้า และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ

พ.ศ. 2538 กำหนดให้ ผู้มีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ 3 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการขายซึ่งผ่านการอบรมความรู้ด้านวัตถุอันตรายตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด

พ.ศ. 2547 กำหนดให้ ผู้มีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ 3 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการขายซึ่งผ่านการอบรมความรู้ด้านวัตถุอันตรายตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด และให้ผู้ควบคุมการขายได้รับการอบรมความรู้ด้านวัตถุอันตรายทุกๆ 5 ปี และผู้ที่ผ่านการอบรมเกิน 5 ปี จะต้องมารับการอบรมภายในเวลา 2 ปี นับแต่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้

คำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 1779/2547 เรื่อง การจัดการทำลายหรือดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547

ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี มี นางสาวสุภา ธวัชโยธิน เป็นผู้ควบคุมการจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้กำหนดแล้ว และผู้ฟ้องคดี คือ นางทองดี ธวัชโยธิน ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ครอบครองวัตถุอันตรายตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2544

คำพิพากษา

ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาเห็นว่า การจัดทำประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมและคำสั่งกรมวิชาการเกษตร มีข้อความหรือความหมายชัดเจนเพียงพอให้ผู้ฟ้องคดีและผู้แทนของผู้ฟ้องคดีซึ่เป็นผู้เชี่ยวชาญเข้าใจได้ อีกทั้ง การระบุชื่อวัตถุอันตรายเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะเป็นชื่อเฉพาะซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และยังไม่มีการบัญญัติชื่อเรียกเป็นภาษาไทยแต่ประการใด ดังนั้นประกาศดังกล่าวจึงชอบด้วยมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์ เห็นว่า ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะชื่อสามัญไม่มีภาษาไทยกำกับไว้ชัดเจน เป็นการสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร ประกอบกับผู้ฟ้องคดีมีอายุมาก และอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ไม่สามารถอ่านและเข้าใจประกาศได้ชัดเจน และไม่ทราบว่าวัตถุอันตรายดังกล่าวได้ปรับสถานะจากชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 จึงไม่ได้แจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองและไม่ได้ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่ 1779/2547 ดังนั้นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมและคำสั่งกรมวิชาการเกษตร จึงเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับเป็นเพิกถอน

1.             ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2546 ลงวันที่ 22 กันยายน 2546

2.             ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 30 กันยายน 2547

3.             คำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่ 1779/2547 เรื่อง การจัดการทำลายหรือดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2547

ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษา วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555


 

             ดังนั้น คดีนี้ไม่เกี่ยวกับวัตถุอันตราย 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ที่เครือข่ายภาคประชาสังคมเสนอให้กรมวิชาการเกษตรพิจารณาจัดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

 

            เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญของกรมวิชาการเกษตรอีกบทหนึ่ง