มาตรฐาน จี เอ พี (GAP) ช่วยลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้จริงหรือ?

การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือจี เอ พี (Good Agricultural Practices: GAP) เป็นแนวทางในการเพาะปลูกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร  เกษตรกร  รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์[1] เพื่อจัดการการเพาะปลูกตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว โดยมีเป้าหมายให้ผลผลิตได้มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ รวมถึงให้ผู้ผลิตสามารถ ใช้สารเคมีที่ถูกชนิดได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย  และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม

กลุ่มผู้ค้าปลีกในยุโรป (Euro-Retailer Produce Working Group) เป็นผู้ริเริ่มสร้างมาตรฐาน จี เอ พี ในสินค้าทางการเกษตรของตนใน พ.ศ. 2540 โดยใช้ชื่อว่า Eurep-GAP และมีผู้ประกอบการในหลายประเทศรับเงื่อนไขของระบบ จี เอ พี ไปปรับใช้ เช่น ญี่ปุ่นมี JGAP และเวียดนามมี VietGAP เป็นต้น ต่อมาใน พ.ศ. 2550 Eurep-GAP เปลี่ยนชื่อเป็น GlobalGAP  เพื่อรับรองมาตรฐานสินค้าจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือยุโรป ทำให้หลายประเทศที่เคยมีมาตรฐานของตนปรับมาใช้ GlobalGAP  ปัจจุบัน  มีสำนักงานรับรองมาตรฐาน GlobalGAP ตั้งอยู่ใน 100 กว่าประเทศทั่วโลก  องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติมีการพัฒนาหลักปฏิบัติ FAO GAP ขึ้นมาเช่นกัน  และทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ต่อประเทศต่างๆ  แต่ไม่มีบริการด้านการรับรองมาตรฐานสินค้า

ในส่วนของประเทศไทย มีการรับรอง GlobalGAP บางส่วน แต่ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ Q-GAP ซึ่งรับรองว่าสินค้ามีคุณภาพและความปลอดภัย เพราะในระดับการเพาะปลูก เกษตรกรได้ปฏิบัติตามหลัก จี เอ พี ที่หน่วยงานกำหนด

ลำกับเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลงของสถาบันและการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร**

พ.ศ. 2531 เริ่มนำแนวทาง จี เอ พี มาปฏิบัติในไทย
พ.ศ. 2538 สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ก่อตั้งขึ้น
พ.ศ. 2543 กรมส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรฐานสินค้าอินทรีย์
พ.ศ. 2545 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ก่อตั้งขึ้น
พ.ศ. 2547 รัฐบาลประกาศให้อาหารปลอดภัยเป็นวาระแห่งชาติ
และกระทรวงเกษตรฯ เริ่มใช้มาตรฐาน Q-GAP (มาตรฐานภาครัฐ)
พ.ศ. 2548 เริ่มมี ThaiGAP* (มาตรฐานภาคเอกชน)
พ.ศ. 2549 กลุ่มประเทศอาเซียนตกลงทำมาตรฐาน AseanGAP
พ.ศ. 2551 มีการใช้ระบบการแบ่งชนิดและติดฉลากสารเคมีที่เป็นสากล
(Globally Harmonized System of Classification and Labeling of Chemicals: GHS) และเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (safety data sheet)
พ.ศ. 2553 ผู้ประกอบการเลิกใช้ ThaiGAP และเปลี่ยนมาใช้ GlobalGAP
พ.ศ. 2555 มีแผนปรับ Q-GAP ให้กลายเป็น AseanGAP

* ThaiGAP เป็นมาตรฐานสินค้าที่กำหนดโดยภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่มีการส่งออกไปยังตลาดในยุโรป
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนดมาตรฐานนี้ โดยผู้รับรองคือบริษัทเอกชน (NSF-Cmi)
ในปี 2554 มีฟาร์มเกษตรต่ำกว่า 10 แห่งที่ได้รับรองมาตรฐาน ThaiGAP

 ** แปลและดัดแปลงจาก
“Can Public GAP Standards Reduce Agricultural Pesticide Use?”, Schreinemachers et al. (2012)

แม้ว่าโดยหลักการ  จี เอ พี จะช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช  แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการใช้สารเคมีเหล่านี้มากขึ้นถึง 11% ต่อเฮกแตร์ต่อปี[2] ซึ่งส่งผลต่อถึงการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายในพืชอาหารหลายชนิด ล่าสุด งานวิจัยเรื่องมาตรฐาน จี เอ พี ของหน่วยงานภาครัฐ และการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช  โดยใช้กรณีศึกษาจากพื้นที่ปลูกผักและผลไม้ในเขตลุ่มแม่น้ำแม่สา  ของ Pepjin  Schreinemachers et al.  (2012) จากมหาวิทยาลัยโฮเฮนไฮม์ เยอรมัน และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ชี้ว่า เกษตรกรที่ปฏิบัติตามหลัก จี เอ พี ของกรมวิชาการเกษตร  ไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณน้อยกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม จี เอ พี รวมถึงยังมีการเลือกใช้สารเคมีที่มีความอันตรายสูงในพืชบางชนิด  จากการสัมภาษณ์เกษตรกร 290 คน (Q-GAP 45 คน) มีพียง 4 คนเท่านั้นที่ใช้สารชีวภาพในการกำจัดศัตรูพืช  มีเกษตรกรที่ทำ Q-GAP 84% และเกษตรกรทั่วไป 77% ใช้สารเคมีอย่างเดียวในการกำจัดศัตรูพืช  มีเพียงเกษตรกรที่ทำ Q-GAP เพียง 14% เท่านั้นที่จัดการศัตรูพืชอย่างผสมผสาน ระหว่างสารเคมี สารชีวภาพ และการใช้แรงงานดักจับแมลงหรือถางหญ้าวัชพืช  พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน  เกษตรกรที่ทำ Q-GAP 44%  ฉีดสารเคมีเป็นประจำตามช่วงเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน ไม่ว่าจะมีการระบาดของแมลงในระดับใด และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลาก (78% ของกลุ่ม Q-GAP) ส่วนเกษตรกรทั่วไปฉีดในช่วงเวลาที่แน่นอน 41% และปฏิบัติตามฉลาก 80%  ที่สำคัญ เกษตรกรที่ทำ Q-GAP โดยรวม[3] ใช้สารเคมีที่มีความอันตรายปานกลาง (กลุ่ม II ขององค์การอนามัยโลก) ยกเว้นผู้ปลูกผักกาดหอมและผักกาดขาว ซึ่งใช้สารเคมีอันตรายสูงมากกว่าเกษตรกรที่ไม่มี Q-GAP ส่วนในการปลูก สควอช แครอท/มันฝรั่ง  ลิ้นจี่ และมะเขือเทศ ไม่มีความแตกต่างกันของทั้ง 2 กลุ่ม

ทั้งนี้  เกษตรกรที่ทำ Q-GAP  และเกษตรกรทั่วไป มีพฤติกรรมการใช้สารเคมีที่ไม่แตกต่างมากนัก เนื่องจากภาครัฐไม่ให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ  ไม่มีการช่วยเหลือทางเทคนิคต่อเกษตรกรหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่มีพิษน้อยและเป็นอันตรายน้อยกว่า   ตามหลักปฏิบัติของ Q-GAP เกษตรกรจะถูกตรวจสอบ 3 ครั้ง โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนมีการรับรองครั้งแรก  แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรถูกตรวจสอบเพียงครั้งเดียวและมีการแจ้งล่วงหน้า เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า  เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากภาครัฐที่มายังสวนของตน มีอายุน้อยและดูไม่ค่อยมีประสบการณ์  ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการสอบถามและพิจารณาว่าสวนได้มาตรฐานหรือไม่ จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะได้รับการรับรอง  เกษตรกรหลายรายชี้ว่าจุดที่ค่อนข้างลำบากคือการจัดการและการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม  เพราะว่าต้องหาข้อมูลว่าสารเคมีชนิดใดสามารถใช้ได้ ต้องใช้ตามที่ฉลากระบุ และจัดเก็บให้ถูกต้อง  แต่โดยรวมก็ไม่ได้แตกต่างจากการใช้เดิมเท่าใด จึงไม่ค่อยมีปัญหา  ส่วนที่แตกต่างหลักคือการเว้นระยะก่อนการเก็บเกี่ยว (pre-harvest interval) ซึ่งไม่ค่อยมีการปฏิบัติในอดีต  อย่างไรก็ตาม คณะวิจัยสังเกตว่ายังมีการฉีดสารเคมีในวันเดียวกับวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิต เนื่องจากเกษตรกรรู้ว่าการตรวจสอบการปนเปื้อนของสารอันตรายจะใช้ตัวอย่างผักหรือผลไม้ค่อนข้างน้อย จึงมีความเสี่ยงน้อยที่จะพบว่ามีการปนเปื้อนเกินมาตรฐานเช่นกัน

งานวิจัยชิ้นนี้ ศึกษาเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง Q-GAP เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  จึงไม่สามารถเหมารวมเกษตรกรทั้งหมดในระบบ Q-GAP ทั่วประเทศ  แต่การศึกษามีข้อสรุปว่า การรับรอง Q-GAP ของหน่วยงานรัฐ มีคุณภาพค่อนข้างต่ำ เพราะว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล อบรม และตรวจสอบที่เพียงพอต่อจำนวนเกษตรกรที่มี Q-GAP หรือเกษตรกรที่ต้องการขอรับรอง   ดังนั้น Q-GAP จึงยังไม่ใช่ทางเลือกในการพัฒนาระบบอาหารให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และผู้บริโภค  อีกทั้ง Q-GAP ให้ความสำคัญกับGAPการตรวจหาสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งเป็นปลายเหตุของปัญหา จึงควรให้น้ำหนักกับการจัดการฟาร์ม และเพิ่มทางเลือกของการกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้หรือลดการใช้สารเคมีอันตราย ซึ่งจะช่วยให้ จี เอ พี บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง เพื่อระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนได้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ได้ที่ http://www.springerlink.com/content/tn144h2558826802/fulltext.pdf?MUD=MP


[1] “Development of a Framework for Good Agricultural Practices”, FAO (2003)

[2] คำนวณจากปริมาณสารออกฤทธิ์เท่านั้น.  สุวรรณา ประณีตวตกุล และคณะ (2011)

[3] ผู้ปลูกพริกหยวก สควอช แครอท/มันฝรั่ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ลิ้นจี่ และมะเขือเทศ

 

บทความที่น่าสนใจ